วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เริ่มใช้งาน AutoCAD Plant 3D

 ในวันนี้ เรามาเริ่มทำการ เตรียมความพร้อมของการที่เราจะเริ่มเขียน Model 3D Piping ในโปรแกรม AutoCAD Plant 3D กันนะครับ

1. เริ่มจาก ให้ทำการคลิกเปิดโปรแกรมขึ้นมา โดยการคลิกที่ไอค่อน AutoCAD Plant 3D บนหน้า Desktop ของคอมพิวเตอร์ 

2. ซึ่งเราจะได้หน้าจะ ตามรูป 


จากรูปจะเห็นว่า เป็นการเปิดโปแกรมขึ้นมาเฉยๆนะครับ ยังไม่มีอะไรทั้งนั้น ซึ่งการเริ่มใช้งานโปแกรม ขั้นแรก มาทำความรู็จักกัน ชุด Panel ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของโปรแกรม คือ
panel : PROJECT MANAGER

ซึ่งการทำงานของโปรแกรม ครั้งแรก เลย คือ การตั้งชื่อโครงการ หรือ ชื่อโมเดล 3 มิติ ที่เรากำลังจะเขียน

หมายเหตุ : โดยหลักการทั่วๆไปของการตั้งชื่อไฟล์ของงานในระบบคอมพิวเตอร์ก็มักจะมีการกำหนดให้มีการตั้งชื่อไฟล์เป็นภาษาอังกฤษและตัวเลข ควรใช้ตัวอักษรตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดจากกรณี case sensitivity ที่การใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่อาจจะเป็นไฟล์คนละไฟล์ถึงแม้จะมีชื่อเหมือนกัน และไม่ควรใช้ space bar หรือการเว้นวรรคกับการตั้งชื่อไฟล์ หรือถ้าต้องการแยกส่วนของชื่อให้ใช้เครื่องหมาย ไฮ-เฟ็น (Hyphen) หมายถึง ขีดกลาง "-" หรือใช้  เครื่องหมาย อันเดอร์สกอร์ (underscore) หมายถึง ขีดล่าง "_"

การเขียนโมเดลด้วยโปรแกรม AutoCAD Plant 3D นี้ จะเป็นหลักการเขียนแยกไฟล์งานของแต่ละประเภทของงานออกจากกันแล้วจึงนำไฟล์งานทั้งหมดมารวมกัน เพื่อแสดงเป็น โมเดล 3 มิติ อีกที

การตั้งซื่อโมเดล โดนการคลิกที่เครื่องหมาย drop down ที่ Current Project แล้วเลือกที่ New Project


 โปรแกรมจะแสดงหน้าต่างการตั้งชื่อโมเดลขึ้นมาตามรูป

 

ทำการตั้งชื่อโมเดลที่เราจะสร้างใน Enter a name for this project และเลื่อกสถามที่เก็นไฟล์งานโมเดล ที่ Specify the directory where program-generated files are stored แล้ว กด Next เพื่อทำการกำหนดค่าต่อไป


ในหน้าต่างนี้ เป็นส่วนสำคัญ เพราะจะเป็นการตั้งค่าหน่วยที่ใช้ในการเขียนโมเดล ซึ่งจะสามารถตั้งค่าได้ในตอนต้นการเขียนโมเดลนี้เท่านั้น โดยกรกติบ้านเราจะใช้หน่วย millimeters ในการบอกระยะและความยาวต่าง และใช้หน่วยนิ้วในการบอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ ดังนั้นให้คลิดเลื่อกหน่วยดังรูป แล้วกด next


ในหน้าต่างนี้จะให้เรากำหนด มาตราฐานในการเขียน P&ID โดยเลื่อกที่ PIP แล้วกด Next

หน้าต่างนี้ โปแกรมจะแสดงให้เราเห็นว่า มีการสร้าง directory ขึ้นมามีอะไรบ้าง ก็ให้กด next ต่อไปได้เลย

หน้าต่างนี้โปรแกรมจะให้เราเลื่อกว่าโมเดลที่เรากำลังจะสร้าง จะทำงานเป็นแบบ หลายคน หรือ ทำงานแบบคนเดียว ซึ่งตอนนี้เราก็เลื่อกแบบทำงานคนเดียวไปก่อนแล้วกันนะครับ หลังจากนั้นก็ กด next ต่อครับ


พอถึงหน้าต่างนี้ก็ให้กด Finish ได้เลยครับ 
เมื่อเราได้ทำการตั้งชื่อโมเดลที่เรากำลังจะสร้างแล้ว ที่ Panel: Project Manager ให้เราทำการสร้าง Folder สำหรับแยกเก็นไฟล์งาน แต่ละประเภทของงาน ซึ่งจะประกอบด้วย
1. Folder: layout
2. Folder: equipment
3. Folder: piping
4. Folder: structure
โดยหลักๆแล้วก็จะประกอบด้วย 4 folder นี้ แต่ถ้าใครจะสร้างแยกเก็บให้ละเอียดมากขึ้นก็ไม่ว่ากันครับ ขึ้นอยู่กับการควบคุมและชอบของแต่ละบุคคล ยิ่งสามารถแยกไฟล์งานอกไปให้เล็ก มากเครื่องก็จะทำงานได้ไม่หนักมากครับ
ในการสร้าง Folder ให้ทำการคลิกขวาที่ Plant 3D Drawing แล้วเลื่อก New Folder 

 

แล้วทำการตั้ง Folder ให้ครบตามที่เราจะต้องใช้ หรือถ้าไม่ครบก็ไม่เป็นไร เอาไว้ค่อยสร้างเพิ่ม หลังจากที่เราต้องการอีกทีก้ได้

หลักการเดียวกันกับการสร้าง Folder ข้างต้น เราก็นำเอามาสาร้าง Drawing ที่เราจะใช้เขียน โมเดลต่อไป

วันนี้ พอก่อนนะครับ เอาไว้มาเขียนอีกที่ ในการสร้างโมเดล
ขอบคุณครับ

หมายเหตุซ AutoCAD Plant 3D ต่างจากการเขียน AutoCAD (CAD : Computer Aided Design)ทั้วไปไม่มาก เพียงแต่หลักการทำงานของโปแกรม ต่างกัน และการเก็บข้อมูลของดปแกรมต่างกัน โดย AutoCAD นั้น คือเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ที่นำมาช่วยในการเขียนแบบและเขียนแบบโดยแบ่งเป็น CAD ในระบบ 2 มิติ และ ในระบบ 3 มิติ 
CAD ในระบบ 2 มิติ เป็นการใช้ชอฟตืแวร์คอมพิวเตอร์มาแทนการเขียนแบบดั้งเดิมที่ใช้กระดาษและอุปกรณ์เขียนแบบ โดยใช้เครื่องมือ "กราฟิก" แบบเรขาคณิตสำหรับสร้างรูปด้าน ภาพตัด และแบบขยาย
CAD ในระบบ 3 มิติ เป็นการสร้างรูปทรางที่มีลักษณะเป็น 3 มิติ โดยองคืประกอบทางกราฟิกที่ซับซ้อนขึ้นจาก 2 มิติ
ส่วน AutoCAD Plant 3D เป็นการสร้างแบบจำลองระบบ plant ขึ้นด้วยโปแกรมคอมพิวเตอร์ โดบแบบจำลองนี้ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบของ plant ที่มีขนาดที่ใกล้เคียงหรือเหมือนของจริงที่เรากำลังจะสร้าง และองค์ประกอบนี้จะระบุได้ว่า เป็นวัสดุอะไร (not-graphics) ซึ่งเมื่อเขียนโมเดลเสร็จแล้วจึ้ง นำโมเดลดังกล่าวไปทำ แบบรูปด้าน ถาพตัด และ แบบขยายต่อไป และสามารถทำปริมาณงานระบบท่อ เพื่อนำไปใช้ในการคิดราคางานต่อได้อีกที

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564

การตั้งค่า AutoCAD Plant 3D ก่อนเริ่มงาน

    ปรกติแล้วก่อนเริ่มการใช้งานโปรแกรม AutoCAD Plant 3D ในครั้งแรก เลย ผู้ใช้งานอาจจะต้องทำการปรับแต่งโปรแกรม ให้เหมาะสมและง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งจริงๆแล้ว ผู้เขียนทำการปรับแต่งโปรแกรม แค่ไม่กี่อย่าง ที่เหมาะสมกับผู้เขียนเอง คือ

1. STARTMODE ในช่อง command line แล้ว ปรับเป็น "0"

2. SELECTIONPREVIEW และ SELECTIONEFFECT ในช่อง command line เช่นกัน แล้วกำหนดค่าให้เป็น "0"

3. ในส่วนของ หน้าต่าง Option เราจะทำการปรับแต่งที่หน้า 

การเรียกหน้าต่าง Option ขึ้นมาเพื่อปรับแต่ง ให้พิมพ์ "OP" ที่ช่อง command line แล้ว กด Enter

        - Display tab


ตามรูปนะครับ ให้คลิกทำเครื่องหมายถูกหน้า Display File Tabs และ Display Layout and Model tabs
Display File Tabs เพื่อแสดงรายซื่อไฟล์แนบที่เปิดใช้งานอยู่ใน อิดิทบอกซ์ Fade control : Xref display

        - Open and save tab

ในหน้าต่างนี้ เพื่อให้เราสามารถนำไฟล์งานที่เราเขียนไปเปิดในเครื่องอื่นๆ ในกรณีที่จำเป็น และ หรือเพื่อส่งต่องานไ้ จึงต้องทำการปรับตั้ง เพื่อให้โปรแกรม บึนทึกงานให้เป็น version ที่ตำกว่าที่เราใช้งาน ซึ่งบ้านเราส่วนใหญ่ก็จะยังใช้ เป็น version 2000 อยู่ อะไรประมาณนี้ครับ

        - System tab


ให้ทำการคลิกเปิดใช้งาน โหมด Hardware Acceleration ในหมวด Graphic performance ตามรูป

        - User preferences

ในส่วนนี้ จะเป็นส่วนของการปรับค่า Insertion scale ให้เป็น หน่วยตามที่บ้านเราใช้ คือ หน่วย millimeters ตามรูปครับ



4. และอีกหน้าต่างที่เราจะเข้าไปปรับแต่ง คือ Drafting Settings

การเรียกหน้าต่าง Drafting Settings ขึ้นมาเพื่อปรับแต่ง ให้พิมพ์ "OS" ที่ช่อง command line แล้ว กด Enter

        - Object Snap

ให้คลิกทำเครื่องหมายตามรูปด้านล่าง


Object Snap ออฟเจกท์สแน๊ป หรือ Osnap เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถกำหนดตำแหน่งบนพื้นที่เขียนแบบได้ง่ายและถูกต้องมากขึ้น โดนโปรแกรมจะแสดงตำแหน่งต่างๆของเส้นที่เราได้กำหนดไว้ เช่น จุดปลายเส้น (End point) จุดกลึ่งกลางเส้น (Mid point) และ จุดศูนย์กลางวงกลม (center) เป็นต้น

        - Selection

ให้ทำการปรับเลื่อนขนาดตำแหน่งของ tab Pickbox size ไปอยู่ในตำแหน่งตรงกลาง เพื่อให้ง่ายในการคลิดเลือก เส้นในแบบ ตามรูป


        - Dynamic Input

ให้ทำการคลิกเครื่องหมายถูกที่หน้า ช่อง Enable Pointer Input และ Enable Dimension Input where possible ตามรูป

Enable Pointer ใช้สำหรับปิด/เปิดโหมดแสดงข้อความหรือคำแนะนำผ่าน dynamic input

 Enable Dimension Input where possible ใช้สำหรับปิด/เปิดการปรากฎของเส้นบอกขนาดและเส้นบอกมุมของ dynamic input



ซึ่งทั้ง 4 หัวข้อ ก็จะสามารถช่วยในการทำงานสำหรับบางคนที่เครื่องที่ใช้ในการทำงาน ไม่แรงมากพอ ก็จะสามารถช่วยได้


วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562

การตั้งค่า setvar ใน Auto CAD Plan 3D

จริงๆ บทความนี้ มีคนเขียนไว้ก่อนนานแล้ว แต่ก็ยังอยากเอามา แชร์ ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อให้เพื่อน ได้ใช้งานกัน
การที่จะไม่ให้มีข้อความเตือนปรากฏขึ้นมาเมื่อเราทำการ Xref ไฟล์เข้ามา เราจะต้องไปปรับค่าตัวแปรระบบ ซึ่ง Auto CAD จะใช้ชื่อตัวแปรระบบที่ควบคุมการแจ้งเตือนนี้ ว่า LAYEREVAL โดย ถูกตั้งค่าเป็น 1 หรือ 2
จาก command line: พิมพ์คำสั่ง SETVAR แล้ว Enter
แล้วใส่ชื่อตัวแปรระบบ โดยพิมพ์ LAYEREVAL แล้ว Enter
แล้ว ตั้งค่า เป็น "0"

ตัวอย่าง :

Command: setvar
Enter variable name or [?]: layereval
Enter new value for LAYEREVAL <1>: 0
Command:

การตั่งค่า เป็น "0" เพื่อ ปิดการแจ้งเตือน
การตั้งค่า เป็น "1" เพื่อ ตรวจสอบเมื่อมี Layer ใหม่ของ Xref ใหม่ที่ดึงเข้ามาใช้งานในไฟล์
การตั้งค่า เป็น "2" เพื่อ ตรวจสอบเมื่อมี Layer ใหม่ได้ถูกเพิ่มใน Xref ที่ดึงเข้ามาใช้งานในไฟล์ และ Layer ใหม่ที่ถูกเพิ่มในไฟล์ใช้งาน

goodnight 

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เรื่องราวเบื้องต้น: ก๊าซชีวภาพ

ใหม่ อาศัยอยู่ในฟาร์มในประเทศจีนกับแม่และพ่อของเธอ ในฟาร์มของพวกเขาเลี้ยงสุกร และพวกเขาปลูกข้าวโพดเพื่อเลี้ยงสุกร

ทุกเช้าใหม่ช่วยแม่ของเธอเลี้ยงสุกร และ ทุกๆเย็นหลังเลิกเรียนใหม่ช่วยพ่อเลี้ยงลูกสุกร

เมื่อวันเสาร์พวกเขาเลือกหมูที่ใหญ่ที่สุด และฆ่ามัน

เมื่อวันอาทิตย์ที่พวกเขาไปตลาดกลางแจ้งในหมู่บ้าน พวกเขาขายเนื้อสัตว์ เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อสิ่งที่พวกเขาต้องการ

ฟาร์มของใหม่อยู่ในประเทศที่ ไม่มีไฟฟ้า แต่บ้านของใหม่มีไฟและเตา พวกเขาสร้างมันขึ้นมาจากก๊าซชนิดพิเศษที่เรียกว่าก๊าซชีวภาพ ครอบครัวของใหม่ทำก๊าซชีวภาพในฟาร์มของพวกเขา

ทุกวัน ใหม่และพ่อแม่ ของเธอรวบรวมต้นข้าวโพดจากทุ่งนา, ซังข้าวโพดที่สุกรไม่กิน, เก็บปุ๋ยคอกจากคอกหมู

ในลานหลังฟาร์มของ ใหม่ มีภาชนะขนาดใหญ่ พวกเขาใส่ของเสียทั้งหมดเข้าไปในนั้น และทำการปิดบ่อให้สนิดเพื่อไม่ให้อากาศ เข้าไปในบ่อหมักก๊าซ

เมื่อขยะเน่าเปลื่อยจะทำให้เกิดก๊าซชีวภาพ ก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นถูกนำไปใช้งานโดยไหลผ่านระบบท่อเข้าไปในบ้านของใหม่ มันไหลเข้าไปในเครื่องกำเนิดแสงเพื่อให้บ้านสว่าง มันไหลลงสู่เตา แม่ของใหม่ใช้ทำอาหารและทำให้บ้านอบอุ่น ก๊าซชีวภาพเป็นก๊าซสะอาด ไม่ก่อให้เกิดควัน

พ่อของใหม่ ทิ้งของเสียหลังจากการผลิตก๊าซ ขยะเหลือทิ้งสามารถทำเป็นปุ๋ยที่ดี เขากระจายมันลงบนทุ่งนา เพื่อปลูกข้าวโพด ทำให้ข้าวโพดโตเร็วขึ้น เพื่อนำไปเลี้ยงสุกร

กิจกรรมหลัก: ก๊าซชีวภาพ

แนวคิด:
พืชและอาหารที่สลายตัว
เป็นสารอินทรีย์ (เช่นอาหาร) พวกเขาผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทน

เวลา:
หนึ่งสัปดาห์สำหรับการรวบรวมข้อมูล

วัสดุ:
ถุงซิปสำหรับนักเรียน ใบผักผลไม้หรือผัก
ยีสต์ (Yeast)
น้ำ

ขั้นตอน:
1. ติดป้ายชื่อถุงทั้งหมดที่มี ชื่อและเนื้อหาของนักเรียน
2. ให้นักเรียนกรอกถุงด้วยใบไม้ผลไม้หรือผัก เพื่อการเปรียบเทียบ ให้แยกถุง โดยให้ใส่ถุงละชนิด เช่นถุงนี้ใส่เฉพาะใบไม้ ถุงนี้ใส่เฉพาะผลไม้เท่านั้น ถุงนี้ใส่ผักเท่านั้น และ ถุงนี้ใส่ผสมของทั้งสามชนิด
3. ใส่ยีสต์และน้ำเล็กน้อยลงในถุงแต่ละชิ้น
4. บังคับให้อากาศออกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนปิดผนึกถุง
5. วางถุงไว้ในที่อุ่น ๆ
6. สังเกตถุงวันต่อวัน เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์

สรุป:
ถามนักเรียนว่าใบไม้ ผัก และ ผลไม้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงสัปดาห์
ถามนักเรียนว่าวัสดุใดที่สลายตัวได้มากที่สุด
ถามนักเรียนว่าถุงใด้ก๊าซชีวภาพมากที่สุด
เตือนนักเรียนว่าก๊าซชีวภาพสามารถนำมาใช้ในการทำความร้อนที่อยู่อาศัยและปรุงอาหารได้

ถาม-ตอบ เรื่อง boiler

วันนี้ เรามาเรียนรู้ถึงปัญหา ต่างๆที่เกิดขึ้นในการดูแลรักษา และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของงาน  Boiler กันนะครับ โดยเรามาเริ่มกันที่ คำถามข้อแรกในวันนี้ คือ

ถาม : วิธีป้องกันสนิมในท่อ steam

ตอบ :

  1. เพิ่มอุณหภูมิน้ำ Feed tank ให้ได้อย่างน้อย 80-85°C หรือติดตั้ง Deaerator 105°C เพื่อลดออกซิเจน ควบคุมค่า TDS และปริมาณเกลือแร่ในน้ำให้ลดน้อยลงโดยการนำ Condensate กลับมาใช้ให้มากที่สุด
  2. หมั่นตรวจสอบ Steam Trap ในท่อ Steam ไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังโดยใช้ Infrared Thermometer ตรวจสอบอุณหภูมิผิวท่อขาเข้า Steam Trap เช่น หากเดินท่อไอน้ำ 7 barg 170°C อุณหภูมิผิวท่ออาจอยู่ที่ 140°C ขึ้นไป หากต่ำกว่า 110°C นั่นหมายถึง ความสามารถในการระบายคอนเดนเสทลดลงเช่นกัน
  3. ห้ามมิให้น้ำขังในท่อหน้าเครื่องหลังเลิกใช้งานโดยเปิดและปิดวาล์ว drain ทุกครั้งหลังเลิกใช้ และอาจจำเป็นที่ต้องใช้ Steam trap ที่ระบาย Condensate ใกล้เคียงกับอุณหภูมิไอน้ำอิ่มตัวเช่น Thermodynamic แทน Thermostatic
  4. ตรวจสอบ Back pressure ในท่อ Condensate กลับว่าสูงเกินไปหรือไม่ และใช้อุปกรณ์นำ Condensate กลับหากจำเป็น เช่น Condensate Pump
หวังว่าจะเป็น ประโยชน์ กับทุกคนที่สนใจนะครับ
ขอบคุณครับ

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

แนะนำมือใหม่หัดขับ ที่สนใจการบริหาร TQM


นานเลยครับที่ไม่ได้มาทักทายเพื่อนๆ เนื่องจาก โครงการที่ได้รับมอบหมาย กำลังเร่งรีบ แต่ก็อกไม่ได้ที่จะต้อง หาเรื่องดีๆ มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน

ดย :อ.อุดม

ระดับ : นายร้อย
ป็นสมาชิกเมื่อ : 03 พ.ย. 2006 03.19 น.
เข้าสู่ระบบครั้งล่าสุด : 15 ม.ค. 2007 01.26 น.
วันที่อัพเดท :15 ม.ค. 2007 13.15 น.
คะแนนโหวต :23 คะแนน ผู้เข้าชม :6847 ครั้ง
บทเกริ่นนำ :แนะนำมือใหม่หัดขับ ที่สนใจการบริหาร TQM 

3. Create dependence on inspection to achieve quality. Eliminate the need for inspection on a mass basis by building quality into the product in the first place.


จงสร้างคุณภาพให้กับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่แรก ยุติการควบคุมคุณภาพโดยพึ่งการควบคุมคุณภาพด้วยการตรวจสอบผลลัพธ์สุดท้าย


ดร.เด็มมิ่ง มีคำกล่าวที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า


"เราไม่สามารถ สร้างคุณภาพลงไปในสินค้าด้วยการตรวจสอบ"

(QUALITY CAN NOT BE BUILT IN PRODUCT BY INSPECTION"



ดร.เด็มมิ่ง ให้เหตุผลยืนยันความคิดเขาเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพ 7 ประการ ว่า

  1. การตรวจสอบเป็นขั้นตอนที่สานเกินไปแล้ว ทั้งยังไร้ประสิทธิภาพ และมีราคาแพง (ต้องลงทุนมาก) ทั้งยังไม่อาจประกันได้ว่า จะค้นพบความบกพร่องทั้งหมดในผลิตภัณฑ์นั้นๆได้
  2. การรีเวิร์ค (Rework) หรือทำซ่อมก็ดี การลดเกรดของสินค้า (Down Grading) เช่น ลดจาก Military Standard ซึ่งราคาต่อชิ้นแพงกว่า ไปเป็น Commercial Standard ซึ่งราคาต่อชิ้นถูกกว่าก็ดี จนกระทั่งการสั่งทำลายทิ้ง หรือ Scrap สำหรับงานที่พบว่ามีความบกพร่องจนซ่อมไม่ได้ก็ดี ล้วนไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาด้านคุณภาพที่ถูกต้อง
  3. การพัฒนาคุณภาพต้องกระทำที่ การควบคุมกระบวนการผลิต หรือ PROCESS CONTROL(ปัจจุบันอาจเป็นเรื่องการออกแบบกระบวนการที่ไม่ผลิตของเสีย ไม่เพียงแต่ควบคุมกระบวนการผลิต) ไม่ใช่การมาตรวจเช็คหาข้อเสียหลังจากที่ผลิตจนเสร็จแล้ว
  4. การตรวจสอบจะให้ผลสะท้อนถึง สภาวะของคุณภาพผลิตภัณฑ์ ณ เวลาขณะนั้นเท่านั้น ในเวลาที่เปลี่ยนไปคุณภาพอาจเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้น การตรวจสอบ100% จึงไม่ใช่หลักประกัน 100%  ว่าผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการตรวจสอบนั้นจะไม่มีปัญหา เมื่อนำไปใช้งานในโอกาสต่อไป
  5. ดังนั้น แทนที่จะมุ่งเพิ่มบุคลากรให้กับแผนกตรวจสอบคุณภาพ เราควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนากระบวนการผลิต และการควบคุมกรรมวิธีการผลิตให้ได้มากกว่า
  6.  ในปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐ ได้ซื้อสินค้าตามมาตรฐานการตรวจรับสินค้าขณะส่งมอบ ด้วยการชักตัวอย่าง หรือ Samplingตามมาตรฐานของ MIL-STD 105D นั้นเป็นการบอกว่ารัฐบาล (ซึ่งคือผู้ซื้อ) ได้วางแผนการยอมรับสินค้าที่มีความบกพร่อง ผสมมากับสินค้าในปริมาณที่ยอมรับได้ และพร้อมจ่ายเงินค่าสินค้าที่บกพร่องนั้นด้วย ขณะที่อเมริกายอมรับกันที่ ของชำรุด ที่ถูกกฎหมาย ในประเทศญี่ปุ่นผู้ผลิตชั้นนำได้ตั้งมาตรฐานคุณภาพงานให้มีของชำรุด หรือ ดีเฟ็กซ์ (Defects)เป็นส่วนต่อล้านส่วน หรือหน่วยวัดเป็น PPM กันแล้ว และในขณะที่แนวความคิดเรื่องสินค้าปลอดของชำรุด หรือ Zero Defectที่กำเนิดในอเมริกา และเป็นเรื่องราวของความเพ้อฝันในสายตาของนักอุตสาหกรรมอเมริกัน ตรงกันข้ามในประเทศญี่ปุ่น นักอุตสาหกรรมชั้นนำกลับมุ่งสู่ Zero Defect และจะพิสูจน์ว่า ฝันนั้นต้องการเป็นจริง ไม่ใช่ความฝันเฟื่องของนักทฤษฎีแต่เป็นความจริงของนักปฏิบัติ
  7. สเป็คอาจผิดด้วยตัวของมันเอง ฉะนั้น การวัดมาตรฐาน


วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สาเหตุที่ทำให้ ธุรกิจล้มเหลว

          สวัดดีวันหยุดครับเพื่อน วันนี้ เรามีบทความดีๆมาฝากกัน โดย เป็นบทความที่คัดมาจาก "บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย" มันเป็นบทความที่เก่ามากๆแต่ เราคิดว่ามันน่าจะมีประโยนช์ จึงได้นำมาให้เพื่อนๆ ที่รักในการอ่านได้อ่านกัน (01 March 2018)

          ในการประกอบธุรกิจมีทั้งประสบความสำเร็จ และ ล้มเหลว ส่วนสาเหตุของการล้มเหลวมีมากมาย ซึ่งจะได้ประมวลมากล่าวในมี่นี้ เพื่อเป็นประโยชน์และแนวทางสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ เนื่องจากยังมีผู้ประกอบการบางส่วนที่ประสบความล้มเหลวในการทำการค้า และธุรกิจก็ยังคงประสบปัญหาอยู่เสมอ การศึกษาถึงสาเหตุแห่งความไม่สำเร็จนับว่ามีประโยชน์และช่วยให้เข้าใจปัญหาได้ดียิ่งขึ้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจต้องล้มเหลว หรือ ล้มละลายจนต้องปิดตัวเอง พอสรุปสาเหตุได้ดังนี้

ประการที่ 1 ความไม่เอาใจใส่ต่อธุรกิจ 

ความไม่เอาใจใส่ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายให้แก่ธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในชีวิตธุรกิจประจำวันคือ
- ผู้ประกอบธุรกิจไม่เอาใจใส่ต่อกิจการค้าของตนเอง
- ผู้ประกอบธุรกิจมีปัญหาส่วนตัว อาจจะมาจากปัญหาครอบครัวส่วนใหญ่ จะเกิดความขัดแย้งของสามีและภรรยา
- ผู้ประกอบธุรกิจมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ บางคนอาจเกิดอุบัติเหตุ ทำให้สูญเสียความสมประกอบ เป็นเหตุให้ไม่สามารถดูแลกิจการให้ทั่วถึงเหมือนปกติ

ประการที่ 2 ฉ้อฉลหรือคดโกง

ในวงการธุรกิจไม่ว่ายุคใดสมัยใด จะมีผู้ประกอบธุรกิจที่มีนิสัยไม่ค่อยดีหรือคดโกง รวมอยู่ด้วยเสมอ แต่มีจำนวนน้อยมากในกลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่ประกอบธุรกิจไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง ตัวอย่างของความไม่ซื่อตรง ได้แก่
- การลอกเลียนแบบสินค้าของผู้อื่น
- การทำบัญชีปลอมแปลง ผู้ประสบความล้มเหลวในกรณีนี้ส่วนใหญ่เกิดจากถูกปรับภาษีย้อนหลัง
- จงใจสั่งชื้อสินค้ามากๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีนี้แล้วเกิดขึ้นในวงธุรกิจเสมอ คือ พ่อค้าที่เริ่มรู้ตัวว่าธุรกิจของตนเองจะไปไม่รอดหรืออาจจะไปได้ แต่จงใจจะคดโกงโดยอาศัยเครดิตทางการค้า สั่งสินค้าเข้ามาครั้งละมากๆ แล้วพยายามระบายสินค้าออกไปโดยเร็วในราคาที่อาจจะถูกกว่าต้นทุน แต่ได้เงินสดมา เมื่อถึงกำหนดหรือก่อนถึงกำหนดชำระสินค้า พ่อค้าดังกล่าว จะจงใจขนข้าวขนของหนีไปอยู่ที่อื่น
- ใช้จ่ายซื้อทรัพย์สินที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจ มีพ่อค้าจำนวนไม่น้อยที่ได้เครดิตทางการค้าหรือกู้เงินมาทำการค้าพอได้เงินสดมา จะใช้เงินเหล่านี้ไปซื้อทรัพย์ที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ เช่น รถยนต์ หรือทรัพย์สินฟุ่มเฟือยอื่นๆ

ประการที่ 3 ขาดประสบการณ์และความสามารถ

มีบุคคลอีกจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า การมีเงินทุนเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ก็สามารถประกอบธุรกิจให้สำเร็จผลได้ ที่ผ่านมามีธุรกิจมากมายที่ล้มเหลว และต้องปิดตัวเองเพราะขาดประสบการณ์ ขาดความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆ ตลอดจนขาดความสามารถในการใช้ประสบการณ์ให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลในทางสูญเสีย ดังนี้
- ขายสินค้าได้น้อย
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง
- มีปัญหาเรื่องการบริหารลูกน้อง
- มีปัญหาเรื่องการบริหารสินค้าคงคลัง
- มีทรัพย์ถาวรมากเกินไป
- เลือกทำเลไม่ถูกต้อง
- แข็งขันสู้ผู้อื่นไม่ได้

ประการที่ 4 อุบัติเหตุ

ในที่นี้ คือ เหตุการณ์หรือภัยอันตรายที่เกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึง ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจ ตัวอย่างของเหตุการณ์เหล่านี้ ได้แก่ อุทกภัย พนักงานคดโกง

อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ตัวว่าธุรกิจของท่านมีปัญหา มีวิธีตรวจสอบปัญหาที่แท้จริงง่ายๆ ดังนี้
- ขายมากไป หรือขายน้อยไปหรือไม่
- ซื้อสินค้าผิดไปหรือไม่
- จ้างคนแพงไปหรือไม่
- ใช้จ่ายส่วนตัวมากไปหรือไม่
- เก็บหนี้ไม่ได้ ใช่หรือไม่
- กำไรน้อยไป ใช่หรือไม่
- ควรจัดองค์กรใหม่หรือไม่

เมื่อตรวจพบว่ามีปัญหาที่ตรงไหน วิธีการแก้ไขง่ายๆ มีดังนี้
- หยุดซื้อชั่วคราว
- ดูว่าชื้อสินค้าผิดเพราะอะไร
- หาทางลดต้นทุน ลดคนงาน ลดชั่วโมงการทำงาน
- ลดการสังคม เหล้า บุหรี เที่ยวเตร่
- สร้างประสิทธิภาพในการจัดเก็บใหม่
- ขึ้นราคาขาย หรือ ขายราคาต่ำลง เก็บเงินให้เร็วขึ้น ดูว่าช่วยได้หรือไม่ หรือเพิ่มสินค้าชนิดอื่นให้ขายดีขึ้น
- หาผู้ช่วยในการแก้ไขปัญหา